วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2552

กาฬสินธุ์

ตอนนี้กระผมก็ได้เดินทางมาสู่จังหวัดกาฬสินธุ์แล้วครับ นั่งรถตู้อีกสักพักก็ถึงโรงแรมริมปาวแล้วลักษณะภายในโรงแรมค่อนข้างโอ่โถงทีเดียว เรานั่งรอทางทีมงาน CSR Day สักพักโดยเดินเล่นตามโรงแรมและแวะเวียนไปดูห้องประชุมเพื่อตรวจสอบห้องประชุมก่อนเริ่มงานในวันพรุ่งนี้ หลังจากนั้นเราก็ได้พบเจอทีมงาน CSR Day แล้วครับ ในตอนนี้ทั้งทีมกระผมและทีม CSR Day ก็หิวโหยแล้วครับ ทางเราจึงไปฝากท้องที่ร้านสุกี้ เฮาส์ บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเป็นไปอย่างกันเองมาก รวมถึงการถามสารทุกข์สุกดิบซึ่งกันและกัน (เหมือนงานพบปะญาติที่นาน ๆ เจอกันที) และในที่สุดหลังจากเราทานอาหารเสร็จก็เดินไปรถตู้เจอพี่รถตู้อีกท่านหนึ่งผมตั้งนามพวงมาลัย (แทนนามปากกา) ให้ว่าพี่ Playboy เพราะรถตู้ของพี่คนนี้มีการติดสติ๊กเกอร์ Playboy ด้วย ขณะที่เรามาถึงรถตู้ก็เห็นพี่ Formula 1 กับพี่ Playboy กำลังนั่งคุยกันสนิทสนมกันในความมืด (อาจจะสนิทกันเกินจนผิดจรรยาบรรณคนขับรถตู้เลยก็เป็นได้) ด้วยความที่ผมกลัวจะเห็นพี่รถตู้จะสนิทสนมกันเองจนเกินเลยความเป็นเพื่อน จึงเร่งให้ต่างฝ่ายต่างรีบไปประจำบนรถตู้ของตัวเองเพื่อเตรียมพร้อมสู่ที่พักในลำดับต่อไป

หลังจากนั้นก็เดินทางเข้า Check In ในโรงแรมริมปาวทันที โดยให้พี่ Formula 1 กลับภูมิลำเนาเพื่อไปหาลูกอ่อน ณ คืนนั้นทันที แล้วค่อยเจอกันใหม่ในช่วงบ่ายของอีกวัน เมื่อผมกลับมาที่ห้องก็เริ่มปฏิบัติภารกิจส่วนตัวและดู TV รายการตีสิบสักหน่อย ซึ่งวันนี้มีแขกรับเชิญเป็นคุณเปิ้ล นาคร กับแฟนสาวที่กำลังจะหมั้นกัน แหมเห็นแล้วต้องยอมรับเลยว่าอายุ มิได้เป็นอุปสรรคต่อความรักแต่อย่างไร (ได้ดูแล้วอิ่มอกอิ่มใจจริง ๆ) สักพักผมก็เริ่มคล้อยตาลงนอนในเวลา 23.45 น. เวลาเริ่มเดินไปเรื่อย ๆ ตามหน้าที่ของมัน ............................สักพักเมื่อเข็มสั้นและยาวมาบรรจบกันในเวลา 6.15น. ผมก็ลุกตื่นนอนตามธรรมเนียมปฏิบัติและเริ่มปฏิบัติภารกิจส่วนตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อที่จะให้ทันได้ Update ข่าวในช่วงเช้าซึ่งก็ไม่ผิดหวังครับผมได้ข่าวเกี่ยวกับตัวต่อป่าที่ตอนนี้กำลังระบาดมากครับในหลายท้องที่ ซึ่งข่าวที่นำมาออกวันนี้ คือ มีเด็กไปเล่นรังต่อป่าและมีเด็กคนหนึ่งถูกตัวต่อรุมต่อยและเสียชีวิตไปในที่สุด (ขอแสดงความเสียใจด้วยครับ เด็กยังอายุ 4 ขวบเอง) จึงอยากเตือนให้ทุกท่านอย่าไปยุ่งหรือทำร้ายรังต่อป่าเป็นเด็ดขาดนะครับ เพราะอันตรายถึงชีวิตทีเดียว

ตอนนี้กระผมก็มาถึงโต๊ะอาหารเช้าแล้วครับ แต่ทาง CSR Day ยังไม่ลงมากันเลย (ก็คนกำลังสวยก็ต้องให้เวลานิ๊ดดด..นึง) เราเริ่มประทานอาหารอย่างรวดเร็วแล้วเตรียมตัวเพื่อไปจัดห้องประชุมทันที ในระหว่างเตรียมงานกันอยู่กระผมก็เผลอไปเตะปลั๊ก Projector เนื่องจากหวังดีต้องการไปลดเสียงเพลง (จากหวังดีกลายเป็นตลกร้ายไปเลยทีเดียว) ทำให้จอ Projector ดับไปชั่วครู่ ในใจตอนนั้นกระผมรู้สึกตื่นเต้นเหลือเกินกลัวพี่บอยต้องบรรยายโดยไม่มีภาพสไลด์ฉายกันเลยทีเดียว และโชคก็เข้าข้างกระผมแล้วครับ เนื่องจาก Projector ภาพเริ่มมาแล้วครับ (แหม ดีใจอย่างกับได้เงินเดือนเลยทีเดียว) ในช่วงเวลานี้ท่านผู้เข้าฟังก็เริ่มทยอยเข้ามาเรื่อย ๆ ซึ่งบรรยากาศจะมีทั้งนักศึกษาเทคนิคกาฬสินธุ์ วิทยาลัยสารพัดช่างกาฬสินธุ์ และโรงเรียนสมเด็จเทคโนโลยีพาณิชยการจังหวัดกาฬสินธุ์ ด้วย (สถานศึกษาทั้งนั้น) รวมทั้งภาคธุรกิจที่เข้ามาด้วย

ในกิจกรรมแรกเรื่องหน้าที่พลเมืองก็มีหัวข้อที่น่าสนใจของชาวจังหวัดกาฬสินธุ์ซึ่งมีดังนี้ เช่น การเป็นผู้ที่เชื่อฟังยำเกรงต่อพระราชกำหนดกฎหมายของประเทศบ้านเมืองทุกเมื่อ ด้วยการประพฤติตามกฎหมายจราจรอย่างเป็นประจำ ซึ่งคนที่ได้รับประโยชน์ คือ ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมกันทำให้เกิดระเบียบวินัยในการใช้รถใช้ถนนที่ดีขึ้น ในส่วนของพลเมืองบรรษัทอยากให้ธุรกิจไม่ดำเนินกิจการที่สร้างความเดือดร้อนเสียหายต่อส่วนรวม เช่น โรงงานที่ปล่อยของเสียที่สร้างความเดือดร้อนแก่ชุมชนข้างเคียง เป็นต้น และหัวข้อต่อมาคือ การมีความสวามิภักดิ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยการรับใช้เบื้องพระยุคลบาทในฐานะข้าราชการด้วยความมุ่งมั่น วิริยะ อุตสาหะ ซื่อสัตย์สุจริต อย่างเต็มกำลังความสามารถ ส่วนในเรื่องพลเมืองบรรษัทอยากให้ธุรกิจดำเนินการงานอันเนื่องมาจากพระราชดำริตามบทบาทเอื้ออำนวย เพราะงานอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระองค์ท่านล้วนเป็นแนวทางการพัฒนาสังคมให้เกิดความยั่งยืนทั้งสิ้น

ส่วนกิจกรรมต่อมาเรื่อง CSR เชิงระบบซึ่งมีข้อที่น่าสนใจดังนี้ เช่น การสร้างความเข้าใจในเรื่อง CSR ขององค์กรด้วยกิจกรรม CSR Campus ซึ่งโครงการจะดำเนินการจัดการอบรมความเข้าใจในเรื่อง CSR ให้กับพนักงานและผู้บริหารในองค์กรเพื่อให้การดำเนินกิจกรรม CSR มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนหัวข้อต่อมา คือ การเพิ่มความเชื่อถือได้ในการดำเนิน CSR ขององค์กรด้วยการจัดการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนทราบถึงความสำคัญของการทำ CSR ขององค์กร ความเป็นมาของการทำ CSR ในองค์กรเป็นอย่างไร และหากมีการจัดประชาสัมพันธ์ที่ทั่วถึงประชาชนมากก็จะทำให้องค์กรเป็นที่รู้จักต่อประชาชนในเรื่อง CSR อีกด้วย

ในช่วงพักทานอาหารผมได้พูดคุยกับชาวกาฬสินธุ์หลายท่านด้วยกันบรรยากาศก็ค่อนข้างอบอุ่นทีเดียว (แกงลูกชิ้นร้อนมาก) กระผมได้พูดคุยกับแขกท่านหนึ่งซึ่งทำงานในเทศบาลท่านได้กล่าวว่าต่อจังหวัดกาฬสินธุ์จะมีการวางวิสัยทัศน์ให้เป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำทางภาคอีสาน และสถานที่ท่องเที่ยวโดยในส่วนของสถานที่ท่องเที่ยวจะมีพิพิธภัณฑ์สิรินธรซึ่งมีซากไดโนเสาร์ดึกดำบรรพ์ที่มีความสมบูรณ์มากสุดในภาคพื้นเอเชีย (พึ่งรู้ข้อมูลเรื่องซากไดโนเสาร์ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ก็วันนี้แหละครับ) และในส่วนของที่ระลึกต้องเป็นเรื่องของผ้าไหมแพรวาที่เป็นเอกลักษณ์คู่จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งจากการสอบถามพบว่าผ้าไหมแพรวานั้นต่างจากผ้าไหมธรรมดาตรงที่มีลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์รวมถึงมีรูปแบบทั้งดั้งเดิมและสมัยใหม่ด้วย (วัยรุ่นก็สามารถใส่ได้นะครับ) หลังจากทานอาหารเสร็จกระผมต้องยอมรับว่ากระผมรู้เรื่องราวในจังหวัดกาฬสินธุ์ค่อนข้างน้อยมาก ก่อนมาทีแรกเข้าใจว่าเป็นดินแดนเสียงแคนเฉย ๆ แต่หลังจากได้พูดคุยทำให้เปิดโลกทัศน์เกี่ยวกับจังหวัดกาฬสินธุ์ขึ้นเยอะเลยครับ




และกิจกรรมสุดท้ายในเรื่อง Creative CSR มีโครงการที่น่าสนใจดังนี้เช่น “โครงการกาฬสินธุ์ถิ่นโปงลาง” โดยเน้นการส่งเสริมจัดตั้งวงโปงลางทุกโรงเรียน เพื่อเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมของชาวกาฬสินธุ์ทั้งยังมีการจัดประกวดแข่งขันในงานเทศกาลกาชาด หรือมหกรรมแพรวากาฬสินธุ์ โดยผู้ชนะเลิศจะได้เงินรางวัลและเป็นตัวแทนของจังหวัดไปเผยแพร่วัฒนธรรมของชาวจังหวัดกาฬสินธุ์ในจังหวัดต่าง ๆ




โครงการต่อมาคือ “โครงการ Green Social” โดยตัวโครงการจะเน้นการใช้วัสดุอย่างประหยัดโดยนำเศษผ้าไหมเหลือใช้มาใช้ประโยชน์ในการประดิษฐ์เป็นของมีค่า เช่น ดอกไม้ พวงกุญแจ กระเป๋า เสื้อตุ๊กตา ซองโทรศัพท์ เป็นต้นโดยขั้นตอนประดิษฐ์จะให้น้อง ๆ นักศึกษาเป็นผู้ประดิษฐ์และนำสินค้าไปจัดจำหน่ายต่อนักเรียนด้วยกัน หรือประชาชนภายนอก ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างรายได้ให้กับนักศึกษา รวมทั้งเป็นการใช้เวลาให้เป็นประโยชน์อีกด้วย




ส่วนโครงการสุดท้ายคือ “โครงการแพรวาธรรมชาติสู่สากล” โดยโครงการนี้จะเน้นการพัฒนาผ้าไหมแพรวาให้เกิดมูลค่ามากขึ้น ด้วยการย้อมสีผ้าไหมด้วยวัสดุธรรมชาติ เช่น สีม่วง ย้อมจากดอกอัญชัน เป็นต้น รวมถึงการปักลายต่าง ๆ ให้เกิดรูปแบบใหม่และเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดกาฬสินธุ์ เช่น ลายผ้าโบราณ ลายไดโนเสาร์ เป็นต้น ส่วนเศษผ้าที่เหลือก็จะนำไปดัดแปลงเป็นเครื่องประดับสุภาพสตรี เช่น ต่างหู ดอกไม้ ตุ๊กตา และอื่น ๆ เป็นต้น




วันนี้ผมได้สนทนากับอาจารย์ทั้ง 3 ท่านจาก 3 สถาบัน ได้แก่ อาจารย์ปรเมศร์ เนื่องมัจฉา จากโรงเรียนสมเด็จเทคโนโลยี ท่านกล่าวว่า “วันนี้ได้รับความรู้เพิ่มเติมอย่างมากมาย ได้รู้ว่าธุรกิจต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม เพราะหากสังคมอยู่ไม่รอดธุรกิจก็ย่อมอยู่ไม่รอดเช่นกัน และในส่วนพลเมืองบรรษัทจะต้องนำไปเผยแพร่ผ่านการประยุกต์ให้นักศึกษาสามารถเข้าใจได้อย่างแน่นอน” ต่อมาเป็นอาจารย์กรกนก ศรีสว่างวงศ์ จากมหาวิทยาลัยราชมงคล วิทยาเขตกาฬสินธุ์ กล่าวว่า “วันนี้ได้รับความรู้เกี่ยวกับ CSR ค่อนข้างมากซึ่งความรู้ส่วนนี้ต้องนำไปเผยแพร่ให้คนในสถานศึกษาทุกระดับเพื่อเป็นการพัฒนาต่อยอดให้องค์กรเพื่อเป็นการพัฒนาให้องค์กรเกิดความยั่งยืน ในส่วนของพลเมืองบรรษัทจะนำไปเผยแพร่ต่อให้นักศึกษาทราบอย่างแน่นอน เพราะต้องบอกก่อนว่านักศึกษาในมหาวิทยาลัยค่อนข้างเข้าถึงความรู้ด้าน CSR ได้ยากมากจึงต้องมีการเผยแพร่อย่างแน่นอน” และท่านสุดท้าย คือ อาจารย์อรอนงค์ ศรีนาม จากวิทยาลัยสารพัดช่างกาฬสินธุ์ ซึ่งท่านกล่าวว่า “วันนี้ได้รับความรู้ด้านหน้าที่พลเมืองซึ่งเป็นประโยชน์มาก ซึ่งจะต้องนำเอาความรู้ดังกล่าวทั้งหน้าที่พลเมือง และ CSR ให้นักศึกษาไปเผยแพร่ต่อหน้าเสาธงรวมถึงเพื่อนเรียนในห้องด้วยในส่วนของพลเมืองบรรษัทจะมีการให้นักศึกษาที่มาอบรมวันนี้เป็นแกนนำไปเผยแพร่แก่เพื่อน ๆ นักศึกษาโดยส่วนตัวจะคอยเป็นผู้แนะนำให้เกิดความเข้าใจเรื่องพลเมืองบรรษัทให้ดียิ่งขึ้น”

หลังจากกิจกรรม CSR Campus ของจังหวัดกาฬสินธุ์เสร็จสิ้นลงกระผมก็เริ่มมีความคิดอยู่ในหัวสองเรื่องครับ ว่าเราจะไปเที่ยวไหนกันดีระหว่างพิพิธภัณฑ์สิริธรเพื่อไปดูซากไดโนเสาร์ที่สมบูรณ์ที่สุดของภาคเอเชีย หรือจะไปดูศูนย์ผ้าไหมแพรวา ซึ่งหลังจากถามไถ่พี่ Formula 1 เรียบร้อยก็ได้รู้ว่าพิพิธภัณฑ์น่าจะปิดไปเรียบร้อยโรงเรียนไดโนเสาร์แล้ว ส่วนร้านผ้าไหมต้องออกตระเวนหาอีกทีซึ่งพอไปถึงร้านผ้าไหมกระผมก็ไปด้อม ๆ มอง ๆ ตามประสาคนไม่เคยเห็นผ้าไหมแพรวา ซึ่งหลังจากได้ชมเรียบร้อยก็ไม่มีการซื้อขายเกิดขึ้นแต่อย่างใด เพราะทางทีมงานผู้หญิงอาจจะยังไม่ถูกใจในลาย ณ ร้านผ้าไหมแพรวาที่เราไป (เฮ้อ ผู้หญิงสมัยนี้เลือกของยากจัง)




หลังจากดูผ้าไหมเสร็จเราก็ไปฝากท้องร้านอาหารอีสานร้านหนึ่งซึ่งวันนี้เป็นวันแรกที่เราได้ทานอาหารอีสานตามที่คาดหวังแล้วครับ อาหารเย็นวันนี้มีทั้งส้มตำ ไก่ย่าง ต้มแซ่บ และอื่น ๆ อีกมากมายตามตำรับอาหารอีสานทั่วไปพึงมี ซึ่งบรรยากาศก็เอร็ดอร่อยกันมากครับ หากเปรียบเทียบบรรยากาศเราเหมือนนั่งทานส้มตำในสงครามเวียดนามเลยครับ (ต่างคนต่างทานอาหารด้วยความดุเดือดมาก) หลังจากทานอาหารเสร็จเราก็มุ่งหน้าไปสู่จังหวัดต่อไปทันที ลองทายกันนะครับว่าจังหวัดต่อไปจะเป็นที่ไหนกัน




ราตรีสวัสดิ์ครับ พี่น้องชาวไทย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น