วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2552

สกลนคร

ในช่วงการเดินทางข้ามไปจังหวัดสกลนครในรถตู้ของเราก็กำลังดูหนังเรื่อง Knowing ที่ Nicolas Cage เป็นผู้แสดงนำหนังค่อนข้างน่าสนใจตื่นเต้นมากครับ ตื่นเต้นจนหลับกันเกือบทั้งรถยกเว้นคนขับ 555 ผมกลับมาได้สติอีกทีตอนรถตู้กำลังอยู่บนทางโค้งบนเทือกเขาภูพานพอดีต้องบอกก่อนว่าโค้งเยอะมาก (ตื่นตอนไหนไม่ตื่น มาตื่นตอนรถตู้กำลังเลี้ยวโค้ง) สภาพตอนนั้นยอมรับครับว่าความเสียว กับอาการคลื่นไส้ผสมปนเปกันได้อย่างลงตัวทีเดียว กว่าจะผ่านมาได้ประมาณครึ่งชั่วโมงแหนะครับ หลังจากผ่านมาได้ผมลองถามพี่ Formula 1 ดูว่าตอนไปแม่ฮ่องสอนโค้งเยอะกว่านี้หรือเปล่า พี่เค้าบอกว่าเยอะกว่ามาก หลังจากรู้คำตอบใจตกไปตรงตาตุ่มทันที นั่งนิ่งกลับมาคิดทบทวนว่าต่อไปควรพกยาแก้เมารถพกมาด้วย

ตอนนี้เราเข้ามาตัวเมืองสกลนครแล้วครับโดยผ่านการบอกเล่าของพี่รถตู้ว่าเมื่อปีที่แล้วในการจัด CSR Campus ปี 1 เรามาทานอาหารร้านแดงกันและส่วนของโรงแรมดุสิตสกลนครก็จะอยู่ใกล้เคียงกับร้านอาหาร กระผมก็มั่นใจว่าอีกไม่นานเราต้องถึงโรงแรมที่หมายอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ความหวังกับความจริงมักตรงข้ามกัน จากร้านแดงที่คิดไว้ก็กลายเป็นร้านสะบันงา (แค่ร้านอาหารก็จำผิดแล้วจะไปโรงแรมถูกมั้ยเนี่ย) ตอนนี้เราก็เริ่มวนรถตู้เพื่อหาโรงแรมแล้วครับ จนสุดท้ายเราก็เจอครับโรงแรมดุสิตสกลนครทีแรกก็คาดหวังว่าคงคล้ายโรงแรมดุสิตธานี แต่ไม่ใช่อย่างแรงครับเพราะโรงแรมดุสิตสกลนครจะเป็นโรงแรมที่เล็ก ๆ ครับ แต่ดูจากการบริการแล้วไม่เล็กตามเลยครับ เป็นความประทับใจแบบแรกพบเลยทีเดียวสังเกตุบริเวณในตัวโรงแรมรอบ ๆ จะเห็นพื้นเป็นไม้ปาร์เก้ครับซึ่งบ้านผมก็เป็นแบบนี้ (รู้สึกคิดถึงบ้านตระหงิด ๆ)

จากนั้นต่างคนต่างก็เริ่มเข้าห้องพักตามระเบียบบรรยากาศในห้องรู้สึกได้เลยครับว่าถึงแม้จะเล็ก แต่มันคุณภาพจริง ๆ ครับ ทั้งความนุ่มของเตียง ความหนาของผ้านวม ความนุ่มของหมอน และความเย็นของแอร์ มันช่างเป็นบรรยากาศที่ประสานกันได้อย่างลงตัวเลยทีเดียว (โรงแรมบางแห่งใหญ่แต่ตัว โดยคุณภาพยังสู้ไม่ได้เลย) แถมยังมี Wireless Internet ให้เล่นอีกด้วยแถมความเร็วของ Internet ยังค่อนข้างไวอีก (ไม่มีบริการที่ไหนสุโค่ยได้เท่าที่นี้อีกแล้ว) กระผมก็เปิดทีวีเพื่อฟังข่าวสารต่าง ๆ และนั่งพิมพ์ Blog ไปพราง ๆ เมื่อถึงเวลา 23.00 น.ก็เริ่มไปอาบน้ำแล้วครับ อาบเสร็จก็มานั่งอ่านหนังสือสักพักเพื่อผ่อนคลาย (ตรงไหน) และก็ผล้อยหลับไปตอนเวลา 00.30 น.

ตามหน้าที่ครับกระผมก็ตื่นมาในเวลา 6.15 น.เป๊ะครับ แล้วก็เริ่มอาบน้ำทำธุระส่วนตัวเช่นเดิม แล้วก็มาเริ่มดูข่าวในโทรทัศน์ซึ่งวันนี้พบข่าวว่ามีการบูชาช้างน้ำอีกแล้วครับท่าน ชาวบ้านกลุ่มนี้ทราบว่าช้างน้ำดังกล่าวเป็นสัตว์ในป่าหินมพานต์ และประชาชนชาวไทยย่อมไม่พลาดในการไปเยี่ยมชมเพื่ออัญเชิญตัวเลขอันเป็นมงคลมาแทงหวยกันอีกตามเคย (เฮ้อ ประเทศไทย) หรือบางท่านก็มากราบขอพรเพื่อให้ซากช้างน้ำดังกล่าวให้พรตามที่เราขอ แต่ก็มีนักวิชาการนำซากช้างน้ำตัวนี้ไปวิเคราะห์ก็พบว่าเป็นซากหนูผีครับ ดัดศพให้เบี้ยว ๆ คด ๆ แล้วสภาพร่างช้างน้ำก็กลายเป็นซากหนูผีไปโดยปริยาย ส่วนตัวผมคิดว่าแม้ซากนั้นจะเป็นช้างน้ำจริง ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไปบูชาหรอกครับ เพราะผมเชื่อคำสอนของพระพุทธเจ้ามากกว่าอิทธิฤทธิ์ของซากช้างน้ำเสียอีก ซึ่งพระพุทธศาสนาได้สอนในเรื่องของการอย่าไปยึดติดกับสิ่งใด ๆ ครับ ยึดมากก็ทุกข์มากครับและหากอยากสำเร็จก็ต้องเน้นการใช้หลักธรรมอิทธิบาท 4 คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา ครับ เชื่อผมได้เลยครับว่าหากยึดหลักธรรมดังกล่าวมาปฏิบัติจะต้องประสบความสำเร็จในสิ่งที่มุ่งหวังอย่างแน่นอน (ธรรมะแต่เช้าเลย เชิญชวนร่วมอนุโมทนาด้วยนะครับ)

ตอนนี้กระผมก็มาอยู่ที่โต๊ะอาหารแล้วครับ วันนี้อาหารเช้าเป็นแบบตามสั่งครับผมจึงสั่งกระเพราหมูไข่ดาวไป (กินแต่อาหารโรงแรมชักเบื่อ อยากได้อาหารตามสั่งบ้าง) สักพักอาหารก็มาตามคำขอครับ ข้าวราดกระเพราหมู โปะด้วยไข่ดาวช่างดูน่ารับประทานมากนัก จนกระทั่งทีมงานสาวท่านหนึ่งอดใจไม่อยู่ต้องมีการขอชิมสักนิดนึงเลยทีเดียว หลังทานอาหารเสร็จเราก็เตรียมไปจัดห้องประชุมเพื่อเตรียมพร้อมงาน CSR Campus จังหวัดสกลนครทันทีครับ วันนี้ต้องบอกว่าห้องใหญ่มาก ๆ แต่ผู้เข้าร่วมกลับมีแค่ครึ่งห้อง (ก็เป็นบรรยากาศหวิว ๆ เหมือนกันนะครับเนี่ย)

มาในส่วนกิจกรรมแรกเรื่องหน้าที่พลเมืองซึ่งมีหัวข้อที่น่าสนใจสำหรับชาวสกลนครดังนี้ เช่น การเป็นผู้มีความพากเพียรแสวงหาเครื่องเลี้ยงชีพของตนเองโดยชอบธรรม ด้วยการตั้งใจเล่าเรียนและมุ่งมั่นหาความรู้ โดยในส่วนของพลเมืองบรรษัทอยากให้ธุรกิจประกอบธุรกิจเพื่อแสวงหากำไรโดยใช้หลักธรรมาภิบาล เพราะหากบริษัทมีหลักธรรมาภิบาลแล้วจะทำให้สังคมยอมรับและพนักงานในบริษัทเกิดความภาคภูมิใจด้วย ส่วนหัวข้อต่อมา คือ การเป็นผู้ไม่เบียดเบียนผู้อื่นด้วยกาย วาจา หรือแม้คิดด้วยใจ ด้วยการไม่ใส่ร้าย หรือการพูดจาไม่ดีต่อผู้อื่น โดยในส่วนของพลเมืองบรรษัทอยากให้ธุรกิจไม่ดำเนินกิจการที่สร้างความเดือดร้อนเสียหายต่อส่วนรวม ด้วยการมองประโยชน์ส่วนรวมก่อนประโยชน์ส่วนตน

ต่อมาเป็นกิจกรรมเรื่อง CSR เชิงระบบซึ่งมีหัวข้อที่น่าสนใจดังนี้ เช่น การสร้างความเข้าใจในเรื่อง CSR ขององค์กร ด้วยการให้ความรู้ความเข้าใจเรื่อง CSR ที่ชัดเจนแก่พนักงานทั้งในด้านการอบรม การให้พนักงานมีส่วนกร่วมในการร่วมกิจกรรม CSR รวมทั้งมีการจัดการประกวดกิจกรรม CSR ภายในองค์กร ส่วนหัวข้อต่อมาคือการเพิ่มความเชื่อถือได้ในการดำเนิน CSR ขององค์กร ด้วยการพัฒนาระบบการเรียนการสอนให้ดีขึ้นเพื่อให้นักศึกษาสามารถเรียนจบหลักสูตรได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีงานทำ รวมถึงมีการประชาสัมพันธ์ความสำเร็จของนักศึกษาที่จบออกไปแล้วมีงานทำอย่างแน่นอน

ในตอนเที่ยงวันนี้ผมทานอาหารกับทีมงานเราเท่านั้นครับ บรรยากาศบนโต๊ะอาหารจึงเป็นไปอย่างเดิม ๆ วันนี้โต๊ะอาหารมีเมนูพิเศษด้วยครับ เช่น หมี่ซั่ว ตำแตง ไข่ต้ม และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นอาหารพื้นเมืองซะส่วนใหญ่ แถมรสชาติอาหารก็อร่อยไม่แพ้ตอนเช้าเลยครับ หลังจากอิ่มหนำสำราญแล้วกระผมก็ลองไปเดินแถว Reception เล่น ๆ (ไม่ได้ไปส่องหญิงหน้าเคาน์เตอร์นะครับ) แล้วก็เผอิญไปเจอสินค้า OTOP คือ น้ำหมากเม่าครับ ดูจาก Packaging ทีแรกเหมือนพวกไวน์แต่พอถามเจ้าหน้าที่โรงแรมเค้าก็บอกไม่ใช่ไวน์ครับ แต่เป็นน้ำหมากเม่า (ขอบคุณนะครับเจ้าหน้าที่โรงแรม ที่ทำให้ผมเข้าใจขึ้นมากเลยว่าน้ำหมากเม่าคืออะไร) พร้อมกันนั้นกระผมก็ได้เห็นโปสเตอร์ในการโปรโมทงานประเพณีไหลเรือไฟด้วย ภาพบรรยากาศช่างสวยงามมากจริง ๆ ครับ ถ้าว่าง ๆ มีโอกาสต้องไปให้ได้เลยทีเดียว

ในช่วงกิจกรรม Creative CSR ก็มีโครงการที่น่าสนใจของชาวจังหวัดสกลนครมีดังนี้ เช่น “โครงการสร้างจิตสำนึก ลดการใช้พลังงาน” เริ่มจากการประชุมทุกส่วนงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นในส่วนของสถานศึกษา ภาคเอกชน และส่วนราชการร่วมกันวางแผนแนวทางการประหยัดไฟฟ้าและน้ำ พอได้วิธีที่ดีสุดก็นำไปประยุกต์ใช้ รวมถึงมีการติดตามและประเมินผลร่วมด้วยซึ่งจะสามารถทำให้สามารถลดทั้งค่าไฟฟ้าและค่าน้ำ รวมถึงปลูกจิตสำนึกการประหยัดไฟฟ้าและน้ำไปในตัวด้วย

โครงการต่อมาคือ “โครงการดอนสวรรค์ Home Stay” โดยเริ่มจากการพัฒนาปรับปรุงสภาพแวดล้อม “เกาะกลางน้ำ หรือชาวสกลนครเรียกว่า “ดอนสวรรค์” โดยจัดหาพันธุ์ไม้ที่หายาก หรือนำไม้ดอกไม้ประดับมาตกแต่งเพิ่มเติมในเกาะสวรรค์ รวมถึงการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์หายากในบริเวณเกาะด้วยซึ่งจะเป็นการเติมเต็มสภาพแวดล้อมในเกาะดังกล่าวให้ดีขึ้น และสร้างให้ศูนย์การท่องเที่ยวในเชิงอนุรักษ์ด้วย เช่น กิจกรรมพายเรือ กิจกรรมชมนก และกิจกรรมตกปลา เป็นต้น ซึ่งจะเป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยวไปในตัวรวมถึงสร้างรายได้ให้กับชาวสกลนครอีกด้วย

ช่วงสุดท้ายผมได้มีโอกาสสนทนากับอาจารย์วนิดาพร อุดมเดช จากวิทยาลัยสารช่างสกลนคร โดยท่านได้กล่าวเกี่ยวกับกิจกรรมวันนี้ว่า “วันนี้ได้รับความรู้เกี่ยวกับ CSR และจะนำความรู้ CSR ตรงนี้ไปประยุกต์กับสถานศึกษาอย่างแน่นอน โดยจะนำเนื้อหาในด้าน CSR ไปแทรกในหลักสูตรการเรียนการสอน ซึ่งตอนนี้ที่วิทยาลัยมีการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาสอนด้วย จึงคิดว่าความรู้เรื่อง CSR น่าจะถูกนำมาแทรกในเนื้อหาได้ด้วย ส่วนเรื่องพลเมืองบรรษัทจะให้นักศึกษาที่มาเข้าฟังวันนี้นำความรู้เรื่องพลเมืองบรรษัทไปเผยแพร่แก่เพื่อนนักศึกษาในช่วงคาบกิจกรรม และอาจมีการจัดทำแผ่นพับแจกด้วย”

และวันนี้กิจกรรม CSR Campus ที่จังหวัดสกลนครก็เสร็จแล้วครับ กระผมก็ไปเข้าห้องน้ำเพื่อเตรียมพร้อมก่อนออกเดินทางหลังเสร็จธุระส่วนตัวเรียบร้อยก็ไปนั่งรอบนรถตู้เลยครับ นั่งรอแล้วรออีกก็ยังไม่เห็นทีมงานสาวสวยเลยสักคน สักพักเองครับพี่ทีมงานสาวสวยก็มาแล้วพร้อมสินค้า OTOP น้ำหมากเม่าและข้าวหอมทอง (ปกติจะได้ยินแต่กล้วยหอมทองเท่านั้นเองวันนี้มันข้ามพันธุ์มาเป็นข้าวแล้วครับ) ซึ่งผมเชื่อเหลือเกินว่าทีมงานสาวท่านนี้ต้องรอต่อราคาแน่นอน แต่เปล่าครับต่อรองเพื่อรับฟรีต่างหาก อิ อิ ตอนนี้เราเริ่มตระเวนหาร้านอาหารเย็นกันก่อน และก็เป็นไปตามคาดเรามุ่งไปร้านสะบันงาทันที (ร้านที่ใกล้โรงแรมมากที่สุด) ด้วยความฉงนสังสัยของเราว่าน้ำหมากเม่าเป็นยังไงจึงทำการทดสอบ ณ ร้านสะบันงา ทันทีครับ ผลที่ได้จากการชิมรสชาติถือได้ว่ามะขามเรียกแม่เลยทีเดียวเปรี้ยวจับใจจริง ๆ ครับแต่มีประโยชน์นะครับทั้งแร่ธาตุและวิตามิน (อ่านจากข้างขวด) ในระหว่างดื่มกันไปก็คิดเสียว่าได้วิตามินและแร่ธาตุด้วย ตอนนี้ได้แต่ภาวนาว่าหลังจากทานอาหารเสร็จน้ำหมากเม่าจะไม่ทำพิษให้ท้องไส้เราเสียกลางทาง ตอนนี้เราเริ่มมุ่งหน้าสู่จังหวัดต่อไปทันทีครับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น