วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2552

เพชรบูรณ์

จากคำใบ้ (เด็กอนุบาลยังตอบได้เลย) ที่ผมให้ไปเมื่อจังหวัดที่แล้วทุกท่านคงทราบดีนะครับ ว่าจังหวัดที่ผมมุ่งต่อไป คือ จังหวัดเพชรบูรณ์นั่นเอง พูดถึงจังหวัดเพชรบูรณ์ก็ต้องคิดถึงมะขามหวานใช่มั้ยล่ะ ซึ่งตัวกระผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะได้มีโอกาสในการได้ชิมว่ามะขามของที่นี่ว่าหวานจริงสมกับชื่อหรือเปล่า ?? ขณะที่พวกเรากำลังเดินทาง บนรถตู้ตอนนี้ก็กำลังดูหนังเรื่อง A Man A Apart ผลงานของพี่ Vin Diesel อยู่นะครับ โดยภาพรวมของหนังค่อนข้างมันส์มากแต่ความมันส์มักไม่จีรังกับกระผมสักเท่าไร เพราะเมื่อรถตู้เริ่มเข้ามาในส่วนของเทือกเขาเพชรบูรณ์ หัวสมองของผมก็เกิดความวิงเวียนเป็นอย่างยิ่งจนความมันส์ของหนังที่เสพเมื่อกี้หลุดหายไปอย่างไร้ร่องรอยเลยทีเดียว...เหลือไว้แต่ความมึน

สภาพขณะรถตู้เลี้ยววกวนอยู่ในเทือกเขาเพชรบูรณ์ตอนนั้นในรถตู้ผมว่าทีมงานกำลังหลับกันหมดเหลือผมกับพี่รถตู้สองท่านที่ยังตาแข็งอยู่ บรรยากาศข้างนอกตอนนั้นฟ้าหมองอย่างเห็นได้ชัดครับบวกกับสายฝนโปรยปรายนิดนึงด้วย ทำให้รถตู้จากที่วิ่งด้วยความเร็วประมาณ 60 Km/h ต้องลดลงมาเป็น 30 Km/h ยิ่งเป็นการเพิ่มช่วงเวลานรกให้ผมได้ผะอืดผะอมในลำคอได้อย่างดีทีเดียว ในใจได้แต่นึกว่าเมื่อไรจะออกจากเทือกเขาเพชรบูรณ์ได้เนี่ยแล้วถ้ากระผมทนไม่ไหวแล้วอาเจียนออกมา กลิ่นที่คาวคลุ้งบนรถตู้จะทำให้ทีมงานมองหน้ากระผมไม่ติดหรือเปล่าก็ไม่รู้ ช่วงเวลาดังกล่าวกระผมก็ต้องเงยหน้าอดทนดูหนัง A Man A Part ด้วยความผะอืดผะอมบวกกับความเมามันส์ต่อไป

เมื่อรถตู้วิ่งสักพักฟ้าก็มีตาครับ ทางออกของเทือกเขาเพชรบูรณ์ก็ได้มาโอบอ้อมรถตู้เราอีกครั้งครับ (สภาพ ณ ตอนนั้นเหงื่อออกบวกกับหน้าตาผะอืดผะอมอย่างเห็นได้ชัด) ตอนนี้ผมเริ่มถามพี่ทีมงานว่าเทือกเขาเพชรบูรณ์เทียบกับทางเข้าจังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นอย่างไรบ้าง ทีมงานสาวท่านหนึ่งบอกว่าโค้งที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีประมาณ 1,864 โค้ง ซึ่งมากกว่าเทือกเขาเพชรบูรณ์อยู่มากนัก ตอนนี้ผมก็เริ่มรู้สึกกลัวแล้วครับว่าตอนที่ไปจัดงาน CSR Campus ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนคงต้องมีการแสดงอาเจียนโชว์ต่อเหล่าทีมงานอย่างแน่นอน ส่วนทางพี่บอยก็บอกว่าอย่ากลัวเลยจำนวนโค้งไม่ได้เยอะขนาดนั้นจริง ๆ มันมีแค่ 2 โค้งเท่านั้น คือ โค้งซ้าย กับ โค้งขวา (ขอบคุณครับพี่บอยที่ช่วยลดจำนวนโค้งและทำให้ความรู้สึกของกระผมดีขึ้น)

หลังจากที่กระผมกระวนกระวายในเรื่องของจำนวนโค้งมาพอสมควรแล้ว เราก็มาถึงที่โรงแรมแล้วครับต่อจากนั้นเราก็มุ่งไปสู่ร้านอาหารเย็นของเรา ในวันนี้เป็นร้านอาหารเวียดนามด้วย แต่เนื่องจากเราถูกร้านน้ำใสใจจริงเผาตุ่มรับรสไปแล้วทำให้แม้ว่าร้านนี้จะทำอาหารรสจัดเพียงไร ก็ไม่สามารถทำให้ผมรับรู้ความจัดจ้านนั้นได้จริง ๆ หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จทางทีมงานก็ไปต่อด้วย Ice cream Swensen’s ต่อเนื่องเลยครับ แต่ตอนนี้กระเพาะของกระผมไม่สามารถรับอะไรได้อีกแล้วครับจึงขอ Bye ตอนนี้ทีมงานผมเริ่มท้องอ่อน ๆครับ (พุงเริ่มโผล่นั่นเอง) จากนั้นเราก็มุ่งหน้าต่อ สู่โรงแรมเพื่อเตรียมงานกันในวันพรุ่งนี้ต่อไป ส่วนตัวกระผมก็นั่งพิมพ์ Blog ด้วยความเมามันส์จนกระทั่งเวลา 23.45 น.ก็ได้เวลานอนเสียที

เวลาล่วงเลยไปประมาณสัก 6 ชั่วโมงกับอีก 30 นาทีผมก็ตื่นนอนครับ จึงเริ่มปฏิบัติภารกิจส่วนตัวจนมาถึงรับประทานอาหารเช้าอย่างสบายใจเนื่องจากว่าหลังจากเสร็จภารกิจทีมงานของเราก็จะกลับบ้านกันแล้วครับ โดยงาน CSR Campus วันนี้ก็มีผู้เข้าร่วมงานส่วนใหญ่จะเป็นวัยทำงานแล้ว เพราะช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาสอบปลายภาคจึงทำให้งานวันนี้ขาดเหล่าเยาวชนของจังหวัดเพชรบูรณ์ (น่าเสียดายจัง) ก่อนเริ่มงานอากาศก็เย็นผิดปกติเนื่องจากข้างนอกห้องประชุมถูกโปรยปรายด้วยฝนลงมาอย่างช้า ๆ จนถึงกระหน่ำอย่างหนักตามลำดับ

มาในช่วงกิจกรรมหน้าที่พลเมืองก็มีหัวข้อที่เป็นที่น่าสนใจสำหรับชาวจังหวัดเพชรบูรณ์ดังนี้ อาทิ การเป็นผู้มีความพากเพียรแสวงหาเครื่องเลี้ยงชีพของตนเองโดยชอบธรรม ด้วยการขยันทำงานและศึกษาหาความรู้เพื่อเป็นการสร้างรายได้ให้เพิ่มมากขึ้น ส่วนเรื่องพลเมืองบรรษัทอยากให้ธุรกิจไม่ดำเนินกิจการที่สร้างความเดือดร้อนเสียหายต่อส่วนรวม เพราะเป็นการตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคม ส่วนอีกหัวข้อ คือ การมีความสวามิภักดิ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผู้เป็นประมุขของชาติด้วยการยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้วยการวางแผนในการใช้จ่ายอย่างประหยัดไม่ไปเป็นหนี้เป็นสินกู้ยืมเงินของผู้อื่น ส่วนพลเมืองบรรษัทอยากให้ธุรกิจประกอบธุรกิจเพื่อแสวงหากำไรโดยใช้หลักธรรมาภิบาล เพราะเมื่อองค์มีผลกำไรก็ควรที่จะตอบแทนผลกำไรกลับมาสู่ตัวพนักงานภายในองค์กรด้วย

มาในส่วนกิจกรรม CSR เชิงระบบซึ่งมีหัวข้อที่น่าสนใจ ได้แก่ การเข้าร่วมในความริเริ่มทาง CSR โดยสมัครใจด้วยการเริ่มจากการกระตุ้นให้บุคคลในหน่วยงานและต่างหน่วยงานให้ตระหนักถึงความสำคัญของ CSR ต่อมาก็ประชาสัมพันธ์กิจกรรมให้พนักงานรับทราบข่าวสาร และจัดอบรมแก่ผู้เข้าร่วมอบรมสัมมนา ส่วนอีกหัวข้อ คือ การสร้างความเข้าใจในเรื่อง CSR ขององค์กร โดยจัดให้มีบุคลากรที่มีความรู้ด้าน CSR มาบรรยายให้บุคลากรในบริษัททุกคน พร้อมทั้งจัดกิจกรรมเพื่อปลูกจิตสำนึกกระตุ้นให้ทุกคนในองค์กรเห็นความสำคัญของ CSR จนนำไปสู่การปฏิบัติจนเป็นวัฒนธรรมในองค์กรในที่สุด

มาถึงกิจกรรมสุดท้ายนั่นก็คือ กิจกรรม Creative CSR ซึ่งมีกิจกรรมที่น่าสนใจสำหรับชาวจังหวัดเพชรบูรณ์ดังนี้คือ “โครงการ วัยรุ่น สดใส ด้วยสายใยคนเพชรบูรณ์” โดยเริ่มเจาะกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อนำไปเข้าค่ายในระยะเวลา 2 วัน โดยในช่วงเวลา 2 วันจะมีการทำกิจกรรมดังนี้ เช่น การเรียนรู้เรื่องศาสนาและจริยธรรม การเรียนรู้กฎหมายและบทลงโทษของการกระทำผิดโดยเข้าไปดูสถานที่จริงที่ “ฑัณฑสถาน” เป็นต้น รวมถึงการจัดสร้างเครือข่ายกิจกรรมให้มีสมาชิกรวมถึงผู้เข้าอบรมให้มากยิ่งขึ้น

ต่อมาคือ “โครงการท่องเที่ยวการเกษตรไปกับพระยาลืมแกงจังหวัดเพชรบูรณ์” โดยเริ่มการเดินทางท้องที่ต่าง ๆ เพื่อชมผลผลิตที่เอกลักษณ์ในท้องที่นั้นเช่น ที่น้ำหนาวจะมีพันธุ์ข้าวพระยาลืมแกง ที่ทับเบิกจะมีกะหล่ำ และที่เขาค้อก็จะมีฟักแม้วกับแมงกะพรุนน้ำจืด (แมงกะพรุนน้ำจืดมี 2 ที่ในโลกคือ ประเทศสหรัฐอเมริกา และ เขาค้อเท่านั้น) โดยกิจกรรมจะเริ่มตั้งแต่กันยายนถึงกุมภาพันธ์ของทุกปี ซึ่งจะมีการประชาสัมพันธ์งานในทุก ๆ ปีจากภาครัฐและเอกชน โดยโครงการนี้จะเป็นการสร้างงานแก่ประชาชนในจังหวัดเพชรบูรณ์อีกด้วย ในงานวันนี้กระผมก็ได้รับความรู้เพิ่มเติมมาข้อหนึ่งด้วยครับ ว่าโลกเราในตอนนี้มาถึงยุคที่ 5 คือ ยุคสังคมคุณภาพแล้วครับต้องเท้าความก่อนว่าโลกเราผ่านมา 5 ยุคแล้วดังนี้ ยุคแรกยุคการเกษตรกรรม ยุคสองคือยุคอุตสาหกรรม ยุคสามคือยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ(Information Technology) ส่วนยุคที่สี่คือยุคการจัดการองค์ความรู้ (Knowledge Management) และยุคที่ห้าก็คือยุคสังคมคุณภาพนั่นเอง ซึ่งสอดคล้องกับการทำ CSR เหลือเกินเพราะวัตถุประสงค์ของการทำ CSR นั่นก็คือ การทำให้สังคมมีความสุขหรือสังคมคุณภาพนั่นเอง

ซึ่งวันนี้ผมก็มีโอกาสได้สนทนากับอาจารย์ 2 ท่านโดยท่านแรก คือ อาจารย์สมชาย ศรีฉ่ำพันธ์ รองผู้อำนวยการ โรงเรียนนาสนุ่นวิทยาคม ท่านได้กล่าวกับผมว่า “หลังจากรับฟังการบรรยายวันนี้ทำให้รู้ว่าตอนนี้องค์กรธุรกิจทั่วไปเริ่มให้ความสำคัญในการเปลี่ยนแปลงและร่วมพัฒนาสังคมไปในทางที่ดีขึ้น ส่วนของพลเมืองบรรษัทจะต้องนำไปถ่ายทอดให้กับนักศึกษา รวมถึงการเน้นย้ำให้นักศึกษามีจิตสาธารณะให้มากขึ้นบางทีเราก็ควรหยิบยื่นโอกาสให้กับคนที่เค้ามีโอกาสน้อยกว่าเรา” ส่วนอาจารย์อีกท่าน คือ อาจารย์สุภาพ หาญมาก โรงเรียนบ้านบ่อไทย กล่าวว่า “วันนี้ผมได้เรียนรู้ด้าน CSR มากขึ้นหลังจากรับทราบความหมายแล้วทำให้ผมรู้ว่าหน้าที่ดังกล่าวเป็นสิ่งที่ตรงกับอาชีพผมพอดี ซึ่งความรู้ตรงนี้จะต้องนำไปเผยแพร่ให้นักศึกษาเพื่อให้นักศึกษาเหล่านั้นมีจิตสาธารณะเพิ่มมากขึ้น ส่วนพลเมืองบรรษัทจะต้องมีการยกตัวอย่างในเรื่องของการประกอบธุรกิจโดยใช้หลักธรรมาภิบาล และจะต้องส่งเสริมให้นักศึกษานั้นมีคุณธรรม และจริยธรรม ให้นักศึกษารู้จักหน้าที่ของตนรวมถึงกฎระเบียบในท้องถิ่นอีกด้วย”

สุดท้ายงาน CSR Campus วันนี้ก็เสร็จลุล่วงไปด้วยดีอีกเช่นเคยหลังจากเราเก็บของเรียบร้อยเราก็มุ่งหน้าไป Swensen’s อีกครั้งหนึ่งเพราะเมื่อวานมีทีมงานสาวท่านเป็นแผลร้อนใน (วัยรุ่นเรียกว่า ปั๊บโป่ะ) จึงไม่สามารถร่วมแจมไอศกรีมได้ในเมื่อวาน เธอต้องการของร้อนมากกว่าเพราะเกรงว่าไอศกรีมจะทำให้เจ้าปั๊บโป่ะเติบโต แต่ถ้าถามว่าวันนี้หายหรือยังก็ต้องตอบว่ายังไม่หาย แต่ทีมงานสาวท่านนี้คิดว่าของร้อนก็ไม่สามารถทำอะไรเจ้าปั๊บโป่ะได้ งานนี้ต้องเจอของเย็น..หึๆ หรือพูดง่ายๆว่า คุณเธอจะ Freeze เจ้าปั๊บโป่ะนั่นเอง ทีมงานของผมก็เลยปูกระเพาะไปด้วยไอศครีมก่อนที่จะมีอาหารเย็นตามมา หลังจากเราอิ่มหมีพีมันเรียบร้อยด้วยไอศกรีม Swensen’s เสร็จ เราก็ต่อเนื่องไปที่ไร่กำนันจุลครับ ซึ่งผมก็ต้องทึ่งไปตามระเบียบนะครับว่าผลผลิตทางการเกษตรที่ได้ล้วนสดใหม่ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น สละ ส้ม มะขาม มะพร้าว ฯลฯ (สวนผลไม้ก็อยู่ติดกับ Shop นั่นแหละครับ) ถือว่าเป็นเกษตรกรตัวอย่างได้เลยนะครับเนี่ย พอเรา Shopping ผลไม้จากไร่กำนันจุลเสร็จ เราก็มุ่งหน้าไปทานอาหารเย็นธรรมดาอย่างเคย ซึ่งต้องบอกเลยว่า Ice Cream Swensen’s ทำหน้าที่ให้ทางเราอิ่มได้อย่างดีเลยครับ มื้อเย็นมื้อนี้พวกเราเลยทานกันไม่ค่อยเยอะเท่าไรนัก 555 จากนั้นเราก็เริ่มเดินทางเพื่อกลับสู่กรุงเทพฯ แล้วครับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น